ร่วมส่งเสริมการศึกษาเอกชนอย่างมีคุณภาพ

ข่าวดี ! ปลัด ศธ.ประกาศขึ้นเงินเดือนครู 15,000 บาททุกสังกัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการหารือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กรณีปรับขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ศึกษาจบปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท ว่า การปรับขึ้นเงินขั้นต่ำเป็น 15,000 บาท ที่เตรียมเสนอที่ประชุม ก.ค.ศ.วันที่ 13 ก.พ.นี้ จะมีข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษาทุกสังกัดศธ.ได้ปรับขึ้นรวมประมาณ 90,000 คน แบ่งเป็นสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 76,126 คน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จำนวน 3,153 คน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จำนวน 2,826 คน วิทยาลัยชุมชน (วชช.) จำนวน 145 และสถาบันพัฒนาครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา (ส.ค.บ.ศ.) จำนวน 16 คน

ปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงครูและบุคลากรของสถาบันการพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จำนวน 668 คน และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม จำนวน 1,155 คน โดยใน 90,000 คนนี้ ต้องใช้งบประมาณ 170 ล้านบาท ถึงจะปรับเงินเดือนเป็น 15,000 บาท ได้ เบื้องต้นในการหารือ ตนนัดให้แต่ละสังกัดไปจัดทำตาราง Excel มาใหม่ โดยให้ระบุรายละเอียดว่าแต่ในจำนวนครูและบุคลากรที่จะได้ปรับขึ้นนั้น ใครอยู่ขั้นตำแหน่งอะไร และแต่ละตำแหน่งมีกี่คน โดยให้ส่งมาในวันที่ 9 ก.พ. นี้ เพื่อเสนอเป็นข้อมูลให้ที่ประชุม ก.ค.ศ.พิจารณาต่อไป

ปลัดศธ. กล่าวอีกว่า สำหรับข้าราชการกลุ่มที่สองเป็นข้าราชการครูที่มีตำแหน่งวิทยฐานะระดับ คศ.2 หรือระดับวิทยฐานะชำนาญการ ที่มีปัญหาเต็มเพดานเงินเดือนแล้ว แต่ไม่สามารถเลื่อนระดับไปรับเงินเดือนในระดับ คศ.3 หรือระดับวิทยฐานะชำนาญการพิเศษได้ เพราะไม่ได้ส่งวิทยฐานะนั้น เบื้องต้นจะเสนอที่ประชุม ก.ค.ศ.ขอให้ขยับขั้นเงินเดือนที่ตันดังกล่าวให้สามารถขยับมารับเงินเดือนของ คศ.3 ได้ แต่ระดับวิทยฐานะยังเป็น คศ.2 เท่าเดิม ซึ่งกลุ่มครูดังกล่าวมีทั้งหมด 51,237 คน ต้องใช้วงเงิน 455 ล้านบาท ทั้งนี้ การปรับเงินเดือนขึ้นทั้ง 2 กลุ่มนี้ต้องใช้งบรวม 500-600 ล้านบาท ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งสิ้น 140,000 คน

น.ส.ศศิธารา กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังหารือกับ สช.กรณีการปรับขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำให้ครูเอกชน ซึ่งพบว่าครูเอกชนที่จบ ป.ตรี มีเงินเดือนเฉลี่ย 11,680 บาท โดยแนวทางการปรับขึ้นเงินเดือนนั้น จะดูหลักเกณฑ์ของโรงเรียนจากจำนวนขั้นต่ำระหว่างครูต่อนักเรียน อย่างระดับประถมครู 1 คนต่อนักเรียน 20 คน และระดับมัธยมครู 1 คนต่อนักเรียน 25 คน แต่หากโรงเรียนที่ไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าวก็อาจจะปรับเงินเดือนขึ้นยาก เพราะรัฐอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวตามจำนวนเด็ก คือ หากเด็กมีจำนวนมากก็จะได้รับการอุดหนุนมาก หากเด็กจำนวนน้อยก็จะได้รับเงินอุดหนุนน้อย และอาจมีเงินไม่พอไปจ่ายเงินเดือนครูเป็น 15,000 บาทได้ ดังนั้นจึงให้ สช.ไปเก็บข้อมูลว่าโรงเรียนตามหลักเกณฑ์มีกี่โรง และโรงเรียนไม่ได้ตามหลักเกณฑ์มีกี่โรง เพื่อวางแผนแก้ปัญหาต่อไป

“ข้อมูลดังกล่าวจะสรุปภายในวันที่ 8 ก.พ.นี้ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ในวันที่ 9 ก.พ. และเสนอให้นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ พิจารณา ทั้งนี้ กรณีจำนวนครูต่อนักเรียนต่ำกว่าหลักเกณฑ์คงต้องมาหารือกัน เพราะกรณีนี้รัฐจะต้องจ่ายมากขึ้น ร.ร.เองต้องจ่ายมากขึ้นเช่นเดียวกันซึ่งอาจไม่คุ้ม ดังนั้น ก็จะหาวิธีแก้ปัญหาดังกล่าวต่อไป สำหรับภาพรวมของ ศธ.ทั้งหมดจะเสร็จสิ้นทุกกระบวนการทั้งผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาทันในเดือน มี.ค.แน่นอน และหากมีการประกาศใช้แล้วรัฐก็จะจ่ายเงินเดือนย้อนหลังตั้งแต่เดือน ม.ค.ให้ด้วย” ปลัดศธ. กล่าว
ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1328618879&grpid=03&catid=19&subcatid=1903

รมว.ศธ.มอบนโยบายการศึกษา


ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายศักดา คงเพชร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายแก่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ในวันแรกที่เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๕ ที่หอประชุมคุรุสภา


รมว.ศธ.กล่าวว่า นโยบายการศึกษาคือกุญแจสำคัญ และเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยขจัดความยากจน โดยนโยบายของ ศธ.ต่อจากนี้ไปจะยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ดูแลครูอาจารย์เสมือนคนในครอบครัว ดูแลนักเรียนเหมือนลูกหลาน โดยจะจัดการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน และจะจัดให้ดีกว่าในอดีต จะต้องไม่มีการคอร์รัปชั่น ไม่โกงนักเรียน ไม่บังคับขู่เข็ญครูอาจารย์ ต้องไม่เกณฑ์ครูและนักเรียนไปต้อนรับผู้ใหญ่โดยไม่จำเป็น ต้องไม่ปล่อยให้ยาเสพติดแพร่ระบาดในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา นอกจากนี้ ขอฝากผู้บริหาร ศธ.ให้ช่วยลดกฎระเบียบและงานนอกเหนือจากการสอนของครู เพื่อขจัดการเรียกร้องเงินครูในการโยกย้ายตำแหน่ง รวมทั้งโครงการครูคืนถิ่น ขอให้มีกฎเกณฑ์ที่โปร่งใส เป็นธรรม สามารถตรวจสอบคะแนนได้ และให้ลดการใช้ดุลยพินิจ

รมว.ศธ.ได้กล่าวถึงจุดเน้นนโยบายการพัฒนาการศึกษาอย่างเท่าเทียมและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการศึกษา ดังนี้

จัดการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับเยาวชนทุกคน ซึ่งเยาวชนหมายถึง เด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จะต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมกันทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือชนบท จัดโดยรัฐหรือเอกชน การศึกษาในระดับโรงเรียนควรจะมีความรู้ในหลายๆ ด้าน เพื่อให้เด็กมีกรอบคิด มีวิธีคิดที่กว้างขวาง จินตนาการ พร้อมที่จะเผชิญกับโลกสมัยใหม่ และเตรียมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี ๒๐๑๕ โดยเมื่อจบมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จะต้องเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ ซึ่งรัฐบาลจะประกันรายได้ ๓๐๐ บาทต่อคนต่อวัน

ปั้นนักศึกษาไทยให้เป็นมืออาชีพ ซึ่งนักศึกษาหมายถึง ผู้ที่เรียนในระดับอุดมศึกษา อาชีวศึกษา หรือสูงกว่าระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ขึ้นไป เมื่อเรียนจบนักศึกษาจะต้องมีความเป็นมืออาชีพ เติบโตเป็นพลเมืองโลกที่ทันสมัย มีทักษะหลากหลาย มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และอยู่ร่วมกันเป็นสังคมฐานความรู้ ซึ่งรัฐบาลจะประกันรายได้ผู้จบปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน

เน้นขยายโอกาสทางการศึกษา ๔ ด้าน ดังนี้

๑) โอกาสเข้าถึงทรัพยากร สิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม เนื่องจากความเป็นเลิศมักจะกระจุกตัวอยู่ในเมือง แต่นักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในชนบท มีฐานะยากจน จึงได้จัดทำโครงการต่างๆ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริม ได้แก่

- โครงการ One Tablet per Child โดยจะจัดหาคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับรัฐบาลจีนในเรื่อง G2G เพื่อนำหลักสูตรมาใส่ในคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสัญญาณ Wi-Fi ได้ โดยจะหารือกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเรื่องการปล่อยสัญญาณ Wi-Fi และการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีความเหมาะสมกับนักเรียนในวัยนี้ รวมทั้งจะต้องรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนผู้ใช้ด้วย เพื่อเป็นการเปิดโอกาส ก่อให้เกิดเสรีภาพทางความคิด และมีมุมมองที่กว้างขึ้น

- ห้องการเรียนรู้ โดยมีครูมาเปิดสอนพิเศษแก่นักเรียนระดับประถมศึกษา ซึ่งรัฐเป็นผู้สนับสนุนค่าจ้าง มีการติดตั้งซอฟต์แวร์การศึกษา ไม่ว่าจะเป็น e-Book e-Learning เพื่อสร้าง Knowledge Base Society

- โครงการ e-Education เพื่อพัฒนาโปรแกรมและเนื้อหา ที่จะพลิกโฉมโรงเรียนให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่งเสริมการศึกษาที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้ระบบการศึกษาที่ตรงกับความต้องการอย่างแท้จริง

- โครงการโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในฝันสู่อุดมศึกษาชั้นยอด ให้มีคณะกรรมการโรงเรียน (School Board) ที่สามารถจัดจ้างครูใหญ่และครูที่มีความสามารถเป็นเลิศ จัดบริการขั้นพื้นฐาน มีรถรับ-ส่งนักเรียน จัดให้มีหอพักสำหรับนักเรียนที่บ้านอยู่ไกล

- โครงการพลังครู พัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา แก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ด้วยการอบรมคุณธรรม ทำบัญชีครัวเรือน ปรับโครงสร้างหนี้ นำหนี้นอกระบบมาเป็นหนี้ในระบบ และเพิ่มรายได้พิเศษให้เพียงพอ และขยายโอกาสใหม่ๆ

- โครงการศูนย์การศึกษานานาชาติ

- โครงการหนึ่งโรงเรียนหนึ่งพยาบาล เพื่อดูแลเด็กๆ ที่ป่วย และสามารถสอนหนังสือได้ด้วย

- โรงเรียนตัวอย่างในทุกอำเภอ เพื่อพัฒนาศักยภาพของโรงเรียนให้เป็นเลิศ โดยใช้การติดต่อสื่อสารด้วยวิทยาการที่ทันสมัย

๒) โอกาสเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อที่นักเรียนและผู้ปกครองจะได้คลายความกังวลในเรื่องทุนการศึกษา ซึ่งรัฐบาลเตรียมจัดทำโครงการต่างๆ ดังนี้

- Smart Card เพื่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน

- โครงการเรียนก่อนผ่อนทีหลัง ส่งคืนเมื่อมีรายได้

- ทุนการศึกษาสานฝันนักเรียนไทยไปเรียนต่างประเทศ (๑ อำเภอ ๑ ทุน) โดยจะต้องปรับเกณฑ์เพื่อให้เกิดการกระจายทุนมากขึ้น

- กองทุนตั้งตัวได้ โดยจะตั้งกองทุนในมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชน มีคณะกรรมการคอยกำกับควบคุม ซึ่งประกอบด้วยอาจารย์ ศิษย์เก่า ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ตัวแทนภาครัฐและเอกชน เพราะในมหาวิทยาลัยและสถาบันอาชีวศึกษามีนักศึกษาที่มีองค์ความรู้ มีนวัตกรรมที่ทันสมัยมากมาย การเป็นนักธุรกิจที่มีฐานความรู้จึงมีความได้เปรียบกว่า สามารถสร้างผู้ประกอบการได้มากกว่า

๓) โอกาสในการเพิ่มพูนและฝึกฝนทักษะ นักเรียนทุกคนสามารถเติบโตได้ในโลกที่เป็นจริง การเรียนรู้บนการทำกิจกรรม (Activity-Based Learning) ซึ่งรัฐบาลเตรียมจัดทำโครงการต่างๆ ดังนี้

- จะส่งเสริมอาชีวศึกษาให้มีความสำคัญมากขึ้น มีความรู้ทางปฏิบัติอย่างแท้จริง และเป็นมืออาชีพ

- ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) มีเป้าหมายให้มีจำนวนเพียงพอต่อการบริการทุกชุมชน เพราะเป็นโครงการที่ใช้ประโยชน์จากทักษะของนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา และสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของประชาชนในชุมชนได้อีกด้วย

- โครงการอัจฉริยะสร้างได้ เพื่อให้นักเรียนได้ค้นหาความถนัดของตนเองในทุกๆ สาขา

- โครงการ ๑ ดนตรี ๑ กีฬา ๒ ภาษา สนับสนุนให้เยาวชนได้มีความสามารถในการแข่งขันความเป็นเลิศ ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ การเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษและจีนต้องอยู่ในบรรยากาศของเจ้าของภาษาให้มากที่สุด ส่วนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์จะต้องสร้างพื้นฐานให้แข็งแกร่ง

- ปรับปรุงหลักสูตร ยกเลิกการท่องจำ และใช้หลักการเรียนรู้แทน โดยใช้เนื้อหาวิชาที่เด็กสามารถเรียนรู้ได้เหมือนกัน เช่น Video Link รวมถึงการวัดผลที่มีมาตรฐานและทันสมัย

- คนไทยที่มีอายุ ๒๕ ปีขึ้นไป สามารถเทียบประสบการณ์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ได้ โดยการเรียนในเวลา หรือนอกเวลา เพื่อให้มีกรอบความคิดที่ก้าวหน้า ทันต่อโลก และทันต่อลูกหลาน

- สถาบันการศึกษาราชภัฏและอาชีวศึกษา เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาสามารถค้นหาตัวเองได้ว่า เก่งด้านใด ถนัดด้านไหน และจะส่งเสริมอาชีวศึกษาให้มีความสำคัญมากขึ้น มีความรู้ทางปฏิบัติอย่างแท้จริง มีความเป็นมืออาชีพ เปิดโอกาสให้ประชาชนไปพัฒนาเพิ่มเติมทักษะด้านต่างๆ ตามที่ต้องการ ตามความถนัด โดยเรียนก่อนผ่อนที่หลัง เมื่อมีงานทำจึงจะผ่อนใช้

- จัดศูนย์ฝึกอบรมในสถาบันอาชีวศึกษา เพื่อให้ประชาชนเข้าไปเรียนรู้เรื่องที่สนใจ พัฒนาทักษะให้คนไทยเป็นผู้ชำนาญในสาขาต่างๆ ใช้ระบบเรียนก่อนผ่อนทีหลัง

๔) โอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่งเสริมการศึกษานอกระบบ โดยใช้ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี่ ศูนย์วัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งรัฐบาลเตรียมจัดทำโครงการต่างๆ ดังนี้

- โครงการ Internet ตำบล และ Internet หมู่บ้าน (ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนค้นหาความถนัดของตนเอง เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อต่อยอดในสิ่งที่ต้องการทำ รวมทั้งผู้ที่ต้องการเปลี่ยนวิชาชีพด้วย

- สถานที่รวมกลุ่มอย่างสร้างสรรค์แก่เด็กนักเรียน โดยมีคอมพิวเตอร์สัญญาณ Wi-Fi ให้ใช้ รวมทั้งมีครูมาสอนการบ้าน

ภายหลังมอบนโยบาย รมว.ศธ.ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เมื่อเข้ามารับตำแหน่ง ก็จะเร่งดำเนินการจัดหาคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต เพื่อให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาได้ใช้ในปีการศึกษา ๒๕๕๕ สำหรับการสอบ O-Net ควรจะมีการทบทวนเพื่อให้สามารถสอบได้หลายๆ ครั้ง หรืออาจจะจัดสอบทุกเดือน เช่นเดียวกับการสอบ TOEFL ที่สามารถสอบผ่านทางคอมพิวเตอร์ได้ทุกเดือน หรือสอบออนไลน์ได้ในสถานที่ที่จัดไว้ โดยการสอบ O-Net ในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ และมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ถ้าไม่จำเป็นหรือไม่ได้ใช้ประโยชน์ ก็ไม่ควรให้เด็กสอบ ส่วนการประเมินวิทยฐานะนั้น ขอให้มีการประเมินจากหลายฝ่าย ได้แก่ ผู้เกี่ยวข้อง น้ำหนักร้อยละ ๗๐-๘๐ นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน น้ำหนักร้อยละ ๒๐-๓๐ (ยกเว้นนักเรียนเกเร) รวมทั้งผู้บังคับบัญชาด้วย โดยสามารถตรวจสอบคะแนนได้ ผู้ขอรับการประเมินสามารถขอดูคะแนนของตนเองได้ เพื่อก่อให้เกิดความโปร่งใส ลดการฉ้อฉลและใช้อำนาจในทางที่ผิดของกรรมการบางคน ซึ่ง รมว.ศธ.ได้ขอให้ร่วมกันทำงานด้านการศึกษา โดยคำนึงเสรีภาพ อิสรภาพ ภราดรภาพ และความยุติธรรม

ที่มาข้อมูล http://www.moe.go.th/websm/2012/jan/026.html

ขอแสดงความยินดีกับ รมว.และรมช.ศึกษาธิการคนใหม่


หลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยมีการปรับรัฐมนตรีเดิมออก 10 คน และสลับตำแหน่งอีก 6 คน รวมการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ 16 ตำแหน่งนั้น หนึ่งในจำนวนนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีการปรับเปลี่ยน 2 ตำแหน่ง โดย ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช ได้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ นายศักดา คงเพชร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

สำหรับ ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อายุ 60 ปี สมรสกับ นางวัชรี ธาดาธำรงเวช นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ มีบุตร 2 คน คือ นายกรกฎ จัสติน ธาดาธำรงเวช และ นางสาวอรณิชา ธาดาธำรงเวช

ประวัติการศึกษา

- ปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ McMaster University, Canada
- ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ The London School of Economics and Political Science, England
- ประกาศนียบัตรเศรษฐศาสตร์ University of East Anglia, England
- เศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ปริญญาบัตรหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ภาครัฐร่วมเอกชนรุ่นที่ 1 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร

ประวัติ การดำรงตำแหน่ง

2 สิงหาคม - 9 กันยายน 2551 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
21 กันยายน - 19 พฤศจิกายน 2551 หัวหน้าพรรคเพื่อไทย
24 กันยายน - 19 ธันวาคม 2551 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
มกราคม 2555 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ประวัติการทำงาน

ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ สังกัดภาควิชาเศรษฐศาสตร์การคลัง คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2552


นายศักดา คงเพชร
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ


นายศักดา คงเพชร อายุ 51 ปี

ประวัติการศึกษา

- ปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
ปวส.สาขาการจัดการ
- มัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนโยธินบูรณะ

ประวัติทางการเมือง

- สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2538, 2539, 2544, 2548, 2550
เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ประสบการณ์การทำงาน

27 มิถุนายน 2551 กรรมาธิการส่งเสริมราคาผลิตผลเกษตรกรรม
2 กรกฎาคม 2538 ส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 2 พรรคชาติไทย
15 สิงหาคม 2538 ผู้ช่วยโฆษกคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ คนที่ 2
15 สิงหาคม 2538 ผู้ช่วยโฆษกคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คนที่ 2
17 พฤศจิกายน 2539 ส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 2 พรรคความหวังใหม่
19 ธันวาคม 2539 กรรมาธิการการพลังงาน
19 ธันวาคม 2539 กรรมาธิการการแรงงานและสวัสดิการสังคม
26 ธันวาคม 2539 ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายการเมือง
6 มกราคม 2544 ส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 8 พรรคไทยรักไทย
27 กุมภาพันธ์ 2544 เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา)
12 มิถุนายน 2544 เลขานุการคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
6 กุมภาพันธ์ 2548 ส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 7 พรรคไทยรักไทย
27 เมษายน 2548 กรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ
2 เมษายน 2549 ส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 7 พรรคไทยรักไทย
23 ธันวาคม 2550 ส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 2 พรรคพลังประชาชน
27 มิถุนายน 2551 กรรมาธิการส่งเสริมราคาผลิตผลเกษตรกรรม
1 ธันวาคม 2551 ส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 2 พรรคเพื่อไทย
ประธานกรรมาธิการกิจการสภา-กรรมาธิการแรงงาน, เกษตร, พลังงาน, วิทยาศาสตร์, ราคาพืชผลเกษตรกรรม
ประธานคณะทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย สภาผู้แทนฯ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.manager.co.th

ทุนรัฐบาลอินโดนีเซีย


รัฐบาลอินโดนีเซียได้เสนอให้ทุนการศึกษา Darmasiaswa (แบบไม่ได้รับปริญญา) จำนวน ๗๕๐ ทุน แก่นักศึกษาต่างชาติ เพื่อไปศึกษาด้านภาษาและศิลปะ ในสถาบันอุดมศึกษา 53 แห่ง ณ ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีระยะเวลาอบรม ๓ เดือน ๖ เดือน และ ๑ ปีดังนี้
๑. หลักสูตร Indonesian Darmasiswa (Indonesian Darmasiswa Program-1)
เพื่อศึกษา ภาษาบาฮาซา อินโดนีเซีย (Bahasa Indonesia) และภาษาท้องถิ่นอื่นๆ ดนตรีพื้นบ้าน ระบำพื้นบ้าน งานหัตถกรรม การทำอาหาร ท่องเที่ยว และหลักสูตรอื่นๆ ในสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ เป็นระยะเวลา ๑ ปี
๒. หลักสูตร Indonesian Darmasiswa (Indonesian Darmasiswa Program-6)
เพื่อศึกษา ภาษาบาฮาซา อินโดนีเซีย (Bahasa Indonesia) และหลักสูตรอื่นๆ ในสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ เป็นระยะเวลา ๖ เดือน
๓. หลักสูตรภาคฤดูร้อน (Summer Course-3)
เพื่อศึกษาตามหลักสูตรในสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ เป็นระยะเวลา ๓ เดือน

ทั้งนี้ ผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
๑. มีอายุไม่เกิน ๓๕ ปี และสำเร็จการศึกษาอย่างน้อยระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
๒. มีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี
๓. มีความรู้พื้นฐานในสาขาที่ประสงค์จะศึกษา
๔. มีสุขภาพกายและจิตที่แข็งแรงสมบูรณ์
๕. ผู้สมัครต้องกรอกใบสมัครและแนบเอกสารที่เกี่ยวข้อง จำนวน ๓ ชุด คือ
- สำเนาหนังสือแสดงผลการศึกษา
- รูปถ่ายขนาด ๔X๖ ซม. จำนวน ๕ รูป

ทุนการศึกษาที่มอบให้ ประกอบด้วยค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายเดือนละ Rp ๒,๐๐๐,๐๐๐ (ประมาณ ๖,๕๐๐ บาท) แต่ไม่รวมค่าเดินทางระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถส่งใบสมัครโดยตรงที่สถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย ประจำประเทศไทย หรือสถานกงสุลอินโดนีเซีย ภายในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๕ ขอทราบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย ประจำประเทศไทย หรือสถานกงสุลอินโดนีเซีย จังหวัดสงขลา และ ที่เว็ปไซต์ต่อไปนี้http://darmasiswa.kemdiknas.go.id/v2/

ข้อมูล : กลุ่มความร่วมมือทวิภาคี ๑ สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ
http://www.bic.moe.go.th/th/index.php?option=com_content&view=article&id=864:2012-01-16-02-13-05&catid=65:2009-06-26-19-51-18

สช.อำเภอแม่ลานอวยพรผู้บริหารปีใหม่ 2555



ในวันที่ 29 ธันวาคม 2554 เจ้าหน้าที่สำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอแม่ลานเข้าเยี่ยมคารวะและอวยพรปีใหม่ ท่านผู้อำนวยการและท่านรองผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี

ข่าวเด่น ข่าวด่วน